บทที่ 10 งานเลี้ยง
บทที่ 10
งานเลี้ยง
อี้เยว่นั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่หรูหราที่ประดับตราวังโมลี่เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงที่วังหลวง ซึ่งงานนี้จัดที่วังหน้า ด้วยมีบุรุษเข้าร่วมงานมากกว่าปกติ
งานเลี้ยงวันนี้เป็นงานเลี้ยงใหญ่ที่จัดขึ้นทุกหกเดือน ครั้งนี้ยังมีความพิเศษเพราะแคว้นซ่งมีการส่งตัวแทนมาเชื่อมสัมพันธ์ซึ่งตัวแทนที่ว่ายังเป็นถึงไท่จื่อ
อี้เยว่ในฐานะท่านหญิงคนสำคัญ นางจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ไป ถึงใจอยากจะทำงานที่ค้างอยู่มากกว่าก็ยังต้องลุกขึ้นมาแต่งตัว ทำผม แต่งหน้า ให้ตัวเองงดงามที่สุด
“ท่านหญิงได้ข่าวจากจวนอินแล้วเพคะ”
“ว่ายังไง”
“ดูเหมือนคุณหนูอินผิงจะไม่มาร่วมงานในวันนี้ตามสมควร นางให้คนแจ้งว่านางล้มป่วยหนักจึงไม่สามารถมาได้ จะมีเพียงเสนาบดีและพี่น้องคนอื่นเท่านั้นที่มา”
“ไม่มาร่วมงานเลี้ยง…”
“เพคะ เห็นบอกว่าอาการหนักพอสมควร ทำให้มาร่วมงานเลี้ยงไม่ได้”
“งานนี้นางต้องมากับองค์ชายรองในฐานะคู่หมั้น น่าเสียดายที่นางล้มป่วย”
อี้เยว่ไม่เชื่อจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายล้มป่วย แต่นางเข้าใจความรู้สึกอินผิงพอสมควร เมื่อคืนได้ยินกับหูว่าคนที่ตัวเองรักทั้งชีวิต มอบทั้งกายใจให้ ตอนนี้เขามีคนรัก และกลับจะหาทางฆ่าตัวเอง ใครมาได้ยินเข้าก็ต้องมีเสียสติบ้างล่ะ
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มา ละครวันนี้อี้เยว่ก็จะเขียนอะไรเพิ่มเข้าไปเล็กน้อยให้มันสนุกมากยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดสีสัน
“ฉีฉีตอนนี้คงถึงงานแล้ว”
“น่าจะถึงแล้วเพคะ เห็นว่ามากับนายหญิงเมิ่งกับนายท่านอัน”
มาถึงงานเลี้ยง แขกส่วนมากที่ได้รับเทียบเชิญเข้าไปในงานหมดแล้ว จะเหลือเพียงแต่องค์ชาย องค์หญิง หรือท่านหญิงที่ยังไม่ก้าวเข้างาน
ไม่ทันได้เดินเข้าไป เสียงคุ้นหูก็เรียกความสนใจจากอี้เยว่ ใบหน้างามหันไปตามเสียงก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นมาอีกเท่าเมื่อเห็นว่าใครที่เรียกตัวเองไว้
“ท่านน้ามี่เฉิง”
อี้เยว่เดินเข้าไปหาผู้เป็นน้าที่ดูแลนางมาตั้งแต่เด็ก ทั้งตอนที่มารดาออกเดินทางไปทำกิจการ คนผู้นี้คือคนที่ดูแลสั่งสอน ชี้แนะนางเรื่องงานให้นางเข้าใจและเก่งมากยิ่งขึ้น รวมถึงเรื่องแผนศึกเล่ห์กลต่าง ๆ อี้เยว่เรียนรู้มาจากคนตรงหน้าทั้งสิ้น
“ไหนดูซิ ไม่เจอเจ้าเพียงปีเดียว งดงามขึ้นอีกแล้ว หลาน
สาวของน้าช่างงดงามหาใครเทียบได้ยาก แบบนี้อีกไม่นานหน้าประตูวังโมลี่คงเต็มไปด้วยเหล่าแม่สื่อ”
คำหวานของผู้เป็นน้าเรียกเสียงหัวเราะสดใสของอี้เยว่ได้ดี นางดึงมือผู้เป็นน้ามากุมไว้ก่อนจะทำสีหน้าอ้อน ๆ
“ท่านน้าไปนานมาก ข้านึกว่าลืมข้าเสียแล้ว”
“ใครจะลืมเจ้าลง อย่าลืมว่าน้ารักเจ้ามาก ขนาดสมบัติส่วนตัวหากตายยังยกให้เจ้าทั้งหมด แล้วแบบนี้จะไม่คิดถึงเจ้าได้ยังไงกัน”
“ท่านน้าอย่าพูดเช่นนี้ ตายอะไรกัน”
“คนเราเกิดมาต้องตายเป็นเรื่องธรรมดา จะคิดอะไรมาก น้าตัวคนเดียว วัน ๆ ทำงานกับท่องเที่ยว ใช้ชีวิตคุ้มค่าตามมารดาของเจ้าว่า ตายก็ไม่เสียดายอะไรแล้ว”
อี้เยว่หัวเราะอีกหน เพราะคนตรงหน้าสนิมสนมกับมารดานางมาก เรียกได้ว่ารู้ทันกันทุกเรื่อง ความเจ้าเล่ห์และเจ้าแผนการไม่มีใครเกินใคร
“ท่านน้าได้รับจดหมายข้าแล้วใช่หรือไม่”
“ได้แล้ว ที่น้ากลับมาเพราะเรื่องนี้ เอาไว้หลังงานเลี้ยงค่อยคุย เห็นว่าวันนี้งานใหญ่ ในงานใหญ่ทุกงานจะมีละคร
สนุก ๆ เราสองน้าหลานควรเข้าไปรอชมความสนุกจะดีกว่า”
อี้เยว่พยักหน้าก่อนจะจับจูงผู้เป็นน้าเข้าไปด้านในงานที่ตอนนี้เสียงพูดคุยดังขึ้นมากเรื่อย ๆ
อี้เยว่ยังคงเป็นดาวเด่นของงานเสมอ เมื่อนางย่างก้าวเข้ามาในงาน ผู้คนที่ต่ำศักดิ์กว่าต่างก็ลุกขึ้นเพื่อแสดงความเคารพ อย่างไรอี้เยว่ก็เป็นท่านหญิงคนหนึ่งที่มีความสำคัญของทั้งสามแคว้นเข้ามาเกี่ยว จึงไม่มีใครกล้าละเลย
“เดินกับเจ้าแบบนี้ทำเอาน้าทำตัวไม่ถูก”
“แต่ข้าอยากให้ท่านน้าเดินด้วย มีท่านน้าคุยเล่นด้วยข้าจะได้ไม่เหงา”
“ขี้เล่นเหมือนเดิมจริง ๆ”
ตลอดทางที่เดินเข้างานมีหลายสายตาที่จับจ้องมายังร่างของอี้เยว่ บุรุษจากหลายตระกูลต่างอยากจะทำความรู้จักสนิทสนม ติดที่ว่ากุ้ยเฟยออกปากอยากได้อีกฝ่ายเป็นสะใภ้ ไหนจะเรื่องฐานะที่สูงส่งมากอีกที่ทำให้บุรุษหลายคนไม่มีความกล้ามากพอ แต่มีเพียงสายตาเดียวที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและอยากจะไปแทนที่
ฉีฉีมองพี่สาวต่างมารดาด้วยความไม่พอใจ นางควรจะโดดเด่นแบบนั้น มีความสำคัญแบบนั้น ทุกคนในงานเลี้ยงต้องก้มหัวให้กับนาง มันถึงจะถูก
พี่สาวต่างมารดาผู้นี้ควรเป็นหญ้าบนพื้นดินให้นางเดินข้าม มิใช่เป็นก้อนหินยักษ์ที่ขวางทางเดิน ในตอนเด็ก ครั้งแรกที่นางร่วมงานเลี้ยง ฉีฉีจดจำได้ดีว่านางได้รับความอับอายจากการที่อินผิงเดินมาชน นางไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องได้ที่นั่งห่างไกล ต้องถูกคนอื่น ๆ ในงานมองด้วยสายตารังเกียจ แต่มารดาบอกว่าหากนางอยากโดดเด่น นางต้องมีความสำคัญในใจของบิดาและมางานกับบิดาเท่านั้น ตอนนั้นนางเชื่อมารดาสนิทใจ คิดเพียงว่าที่นางนั่งไกลด้วยบิดาไม่มาด้วย
พอโตขึ้นถึงได้เข้าใจว่าถึงบิดาจะมาได้ ถึงได้นั่งใกล้เวทีการแสดงมากขึ้นแต่ฐานะของนางไม่ได้สูงขึ้น นางยังเป็นเพียงบุตรสาวฮูหยินรองที่มีชื่อเสียงไม่ดีด้วยปีนเตียงบุรุษจนได้เป็นภรรยา
“ฉีฉี พี่สาวเจ้ามาแล้ว หากหลังเริ่มงานเจ้าไม่มีเพื่อนคุยแม่ว่าเจ้าไปหาพี่สาวเจ้าน่าจะดี แม่ยังต้องไปพูดคุยกับฮูหยินคนอื่น ๆ หรือถ้าเจ้าไม่อยากไป ก็นั่งเป็นเพื่อนน้องชายเจ้าได้”
เมิ่งจื่ออี้พูดด้วยใบหน้าเมตตา พร้อมกับมองไปที่บุตรชายที่อายุได้เพียงสิบเอ็ดหนาวที่กำลังใส่ใจการอ่านหนังสือที่ถือมาด้วย ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“เจ้าค่ะ”
ฉีฉีรับคำอย่างว่าง่าย นางกำมือแน่นมากขึ้นจนมันเจ็บร้าวเพื่อเตือนตัวเองว่านางต้องขึ้นไปให้สูงมากกว่านี้ ยิ่งนางนั่งกับน้องชายที่เป็นบุตรฮูหยินเอก นางยิ่งไม่ชอบ เพราะมันทำให้นางดูต่ำลงกว่าเดิม
ไม่นานงานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น ผู้ที่เดินเข้ามาในงานคนสุดท้ายคือแขกของงานคนสำคัญ ไท่จื่อแคว้นซ่ง
สตรีทั้งงานที่ยังไม่แต่งงานล้วนใบหน้าแดงก่ำ มองไปที่บุรุษรูปงาม องอาจน่ามอง เขาเป็นบุรุษที่เรียกได้ว่าหล่อเหลาและมีเสน่ห์ เพียงยิ้มเดียวก็ทำเอาสาวน้อยใหญ่ในงานถึงกับอยากทิ้งผ้าเช็ดหน้า
อี้เยว่มองด้วยใบหน้ายิ้มปกติ เมื่อเขาหันมายิ้มให้นางก็ยิ้มรับด้วยไมตรี
“รู้จักเขาหรือ”
มี่เฉิงอดหยอกล้อหลานสาวไม่ได้เมื่อเห็นว่าคนทั้งคู่ยิ้มให้กัน
“หลานเจอเขาเมื่อวันก่อนช่วงที่เข้าวังพบเสด็จลุง ท่าทางและการวางตัวเขาใช้ได้ทีเดียว หนำซ้ำยังดูเจ้าเล่ห์ คนแบบนี้หากขึ้นเป็นมังกรคงทำขุนนางทั้งแคว้นขนหัวลุก”
“แคว้นซ่งการเมืองมั่นคงพอสมควรด้วยไม่มีการแย่งชิงบัลลังก์หรือว่าทะเลาะกันในสายเลือด นับว่าฐานะมั่นคงจนไม่มีใครล้มได้ทีเดียว นิสัยตามข่าวที่น้าได้ยินก็ใช้ได้ เจ้าสนใจเขาหรือ”
อี้เยว่หันมามองผู้เป็นน้าด้วยใบหน้าขบขัน
“ท่านน้าพูดเกินไปแล้ว เจอเพียงครั้งข้าจะสนใจได้ยังไง”
“ก็ปกติน้าไม่เห็นเจ้าสนใจใครที่ไหน”
“ข้าเพียงคิดว่าผูกมิตรไว้เพื่องานในอนาคตเท่านั้น คนแบบนี้เป็นมิตรด้วยมันย่อมดีกว่าเป็นศัตรู”
“ก็จริง เป็นมิตรด้วยจะดีกว่า”
งานเลี้ยงยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ อี้เยว่มองไปที่โต๊ะของน้องสาวที่ฉีฉีนั่งอยู่คนเดียว ด้วยเมิ่งจื่ออี้เดินไปที่โต๊ะของเหล่า
ฮูหยินที่พูดคุย ส่วนน้องชายของนางก็เดินไปหากลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันที่สำนักศึกษา
ช่างเป็นนางเอกที่ดูน่าสงสารตลอดเวลาจริง ๆ เรียกความสงสารเห็นใจจากผู้คนได้ตลอดเวลา
ไม่นานฮองเฮาก็ประกาศรางวัลสำหรับผู้ที่ยินดีออกมาแข่งขันทำการแสดง ผู้ที่ชนะจะร้องขอในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้หนึ่งข้อ มันจึงทำให้เหล่าคุณหนูคุณชายทั้งงานตื่นตัว
อี้เยว่มองไปที่น้องสาวด้วยรอยยิ้ม
นางร้ายของนิยายตามที่มารดาของนางสั่งสอนมักจะมีความสามารถอย่างหนึ่ง นั่นคือเป็นคนที่มักสร้างความวุ่นวายหรืออุปสรรคความรักให้พระเอกนางเอกของเรื่อง
ในนิยายเรื่องนี้อี้เยว่คือนางร้าย และนางต้องการเป็นนางร้ายรอดตายที่มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมแผนการ ทำให้พระเอกนางเอกลำบากในการฝ่าฟันจนกว่าจะครองคู่ ฉะนั้นงานนี้คืออุปสรรคแรกของนางเอกที่นางร้ายอย่างอี้เยว่อยากจะมอบมันให้
ฉีฉีรู้สึกได้ถึงสายตาประหลาดหลายคู่จากหลายทิศทาง นางเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะด้วยท่าทีไม่กล้า ก่อนจะพบว่าผู้ที่มองนางอยู่คือพี่สาวต่างมารดาที่นั่งห่างออกไปมากพอสมควร
อีกคนที่มองนางแทบไม่วางตาคือคนรักที่มองนางด้วยสายตาห่วงใย ส่วนคนสุดท้ายคือมารดาของคนรักที่ดูจะแสดงออกชัดเจนว่ารังเกียจนางมากกว่าอะไร
กว่าสามเค่อ การลงชื่อเข้าร่วมแข่งขันก็เรียบร้อยและมีการเรียงลำดับการแสดงว่าใครแสดงก่อนหลัง โดยขันทีคนสนิทของฮองเฮาเป็นคนขานชื่อผู้ที่แสดง
อี้เยว่นิ่งยิ้ม
เมื่อขันทีออกมาประกาศรายชื่อ คุณหนู คุณชายที่ลงชื่อต่างพากันเตรียมตัวและความพร้อม ทุกงานเลี้ยงจะมีการแข่งขันถือว่าเป็นสีสันของงานสำหรับหนุ่มสาว
มีหลายคนที่เตรียมการแสดงนานกว่าเดือนเพื่องานครั้งนี้โดยเฉพาะ แต่คนที่ชนะส่วนมากจะมีเพียงสอง นั่นคืออี้เยว่และอินผิง แต่ครั้งนี้อี้เยว่ไม่ลงแข่งขัน นางส่งคนอื่นลงแทน
“ผู้ที่แสดงความสามารถคนแรก คุณหนูอันฉีฉี บุตรสาวคนรองของแม่ทัพอันเกาหมิง”
ชื่อแรกที่ถูกเรียกออกไปทำการแสดงทำให้คนทั้งงานชะงัก ส่วนฉีฉีที่เพิ่งรู้ตัวก็เงยหน้าขึ้นแสดงสีหน้าตกใจ
ใบหน้าฉีฉีคล้ายไม่อยากจะเชื่อว่าชื่อที่ถูกขานออกมาเป็นชื่อแรกคือชื่อตัวเอง แต่เมื่อมองไปรอบตัวนางก็รู้ว่าตัวเองฟังไม่ผิด นางกำลังถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งไม่รู้ว่าฝีมือใคร ได้แต่แสดงความไม่มั่นใจออกมาทางสีหน้าแล้วลุกขึ้นช้า ๆ
อี้เยว่แทบอยากจะลุกขึ้นปรบมือ ขนาดไม่ได้เตรียมตัวและมึนงง น้องสาวก็ยังไม่แสดงท่าทีอื่นนอกจากเป็นนางเอกที่อ่อนแอปนหวาดกลัว ช่างมีความสามารถด้านการแสดงดีจริง ๆ
